ผู้ไทเคยอยู่เมืองแถนมาก่อนจริงเหรอ?

ผู้ไทเคยอยู่เมืองแถนมาก่อนจริงเหรอหรือเป็นเพียง”ขี้ตู่”เอา(ตอนที่ 1)

เมื่อวันก่อนลูกหลานผู้ไท กาฬสินธุ์ ที่กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพโทร.มาปรึกษาผม ถึงความอัดอั้นตันใจ ในการเถียงกับเพื่อนไทดำ ที่เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน ว่าด้วยเรื่องเมืองแถน
ถามผมว่าในทางประวัติศาสตร์แล้วผู้ไทหรือไทดำ ใครเคยอยู่เมืองแถนมาก่อนกันแน่ ในเมื่อเมื่อต่างฝ่ายต่างอ้างว่ามาจากเมืองแถน เหมือนกัน ตกลงแล้วใคร”ขี้ตู่” กันแน่

“ลุงครับลุงครับช่วยผมที ผมเถียงเรื่องประวัติศาสตร์เมืองแถน กับเพื่อนๆไทดำไม่เคยชนะเขาสักที”

“เขาบอก ผู้ไทไม่ได้เคยอยู่เมืองแถน ประเทศเวียดนามมาก่อน แต่ผู้ไทอยู่แค่ แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาวต่างหาก”

“อีกอย่างคือชื่อเมืองต้องเรียก ชื่อ “เมืองแถง” จึงจะถูก ไม่ใช่เมืองแถน เมืองแถนอยู่บนฟ้า ”

“เมื่อไม่มีหลักฐานอะไรมาเถียง ผมก็เลยบอกเขาไปว่า ก็ปู่ย่าตายาย กูบอกมาเช่นนั้น”

“พวกเขาอยากให้ผม หาหลักฐานที่น่าเชื่อถือ มาถกกัน เพื่อให้เกิดปัญญา และไม่อยากให้ผู้ไท “ขี้ตู่” เอาเมืองแถง ซึ่งเป็นเมืองของบรรพชนเขา เป็นเมืองของบรรพชนผู้ไท ”

“จริงๆแล้ว เรื่องเมืองแถน เมืองแถงนี้ มันเป็นอย่างไร ครับลุง ใช่เมืองเดียวกันมั้ย ยิ่งอ่านหนังสือหลายๆเล่มในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย ผมยิ่งสับสน”

“ลุงช่วยหาข้อมูลช่วยผมที ผมจะเอาข้อมูลไปเถียงกับเพื่อนๆไทดำ”

ผมบอกหลานไปว่า เรื่องให้ลุงช่วยเถียงนั้น ลุงไม่เถียงด้วยหรอก แค่ไทดำคนเดียวในบ้าน ลุงก็ยังเถียงเขาไม่เคยชนะสักที ยิ่งลูกสาว4 คนของลุงเขาก็เป็นพวกไทดำ ลุงยิ่งเถียงพวกเขาไม่ได้

ครับลูกสาวผม 4 คนไม่มีใครเป็นผู้ไทกับพ่อสักคนเลย เขาเป็นไทดำกัน 5555

แต่ถ้าจะให้ลุงให้ข้อมูล ที่อาจจะเป็นประโยชน์ ต่อลูกๆหลานๆ ทั้งฝ่ายผู้ไท และไทดำด้วย ลุงก็จะยินดี

อย่างน้อยลูกสาวลุง 4 คนเขาก็เป็นลูกหลานไทดำด้วยเช่นกัน

ลุงขอเริ่มต้นเรื่องด้วยการบอกเล่าความเป็นมาของไทดำ ก่อนก็แล้วกัน

ประวัติศาสตร์ไทดำเริ่มที่เมืองลอ ซึ่งปัจจุบันคือ อำเภอเหงียโล๊ะ จังหวัดเอี่ยนบ๋าย ประเทศเวียดนาม ตอนบน โดยในตำนานบอกว่า ไทดำอพยพอพยพมาจาก เมืองโอม เมืองอาย ในเขตยูนนาน ประเทศจีน นับตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 13 ครั้งนั้นท้าวสรวงและท้าวเงินเป็นผู้นำไทดำอพยพมาทางแม่น้ำแดง หรือแม่น้ำต่าว มาตั้งถิ่นฐานที่เมืองลอ

ต่อมาต้นพุทธศตวรรษที่ 14 ลูกของท้าวสรวง(ต้าวสรวง)คนหนึ่งชื่อ ท้าวลอ (ต้าวลอ)ได้พากลุ่มคนไทดำมาสร้างเมืองลา(ซึ่งคือจังหวัดเซินลา ในปัจจุบัน)

พุทธศตวรรษที่ 14-15 ลูกท้าวลอ (ต้าวลอ)คนหนึ่ง ชื่อปู่เจ้าลานเจือง หรือปู่เจ้าล้านเจือง ท่านนี้ได้พากลุ่มคนไทยดำ มาครองเมืองแถน โดยร่วมกับเจ้าเมืองหม้วยชื่อพญาอำฝอย(ซึ่งต่อมาได้เป็นพ่อตา) รบชนะลื้อดำ(ผู้ไท) ที่เมืองแถน(บริเวณนาน้อยอ้อยหนู)และรบเอาชนะขมุ ที่เชียงจัน(ใกล้เมืองแถง) ปู่ลานเจืองร่วมกับพ่อตา ได้สร้างเมืองขึ้นใกล้กับเมืองเชียงจัน เรียกชื่อเมืองใหม่ว่า เมืองแถง

การรบชนะลื้อดำ ที่เมืองแถน(นาน้อยอ้อยหนู) ของปู่เจ้าลานเจืองและเจ้าเมืองหม้วยพญาอำฝอย ผู้เป็นพ่อตา เป็นสาเหตุทำให้ ลื้อดำหรือผู้ไทอพยพ ครั้งใหญ่ลงมาตั้งถิ่นฐาน อยู่เมืองวังอ่างคำ และเมืองผู้ไทอื่นๆ ในเขตที่เป็นแขวงคำม่วน และแขวงสะหวันนะเขตในปัจจุบัน(ที่จริงผู้ไทอพยพมาอยู่เขตนี้นานมาแล้ว และมีการอพยพมาหลายครั้งหลายครา ดังจะได้นำเสนอในตอนต่อไป)

เมืองแถง (เมืองใหม่ไทดำ) กับเมืองแถน(นาน้อยอ้อยหนู ของลื้อดำบรรพชนผู้ไท) เป็นคนละเมือง แต่อยู่ไม่ห่างกันมาก ห่างกันประมาณ 20 กิโลเมตร

ระยะแรกพญาอำฝอยพ่อตาปกครองเมืองแถง เมืองใหม่ และมอบให้ปู่เจ้าลานเจืองปกครองเมืองแถน(นาน้อยอ้อยหนูที่ยึดมาได้จากลื้อดำบรรพชนผู้ไท) พร้อมทั้งปู่ลานเจืองได้สร้างวังของตัวเองในเขตปกครองของพ่อตา ที่เนินA1 หรือปอมลานเจืองในปัจจุบันด้วย

ต่อมาทั้งสองขัดแย้งสู้รับกัน ปู่เจ้าลานเจืองนำกลุ่มไทดำจากเมืองแถน (นาน้อยอ้อยหนู) มาตียึดเอาเมืองแถงจากพ่อตาได้ หลังยึดเมืองแถงได้ไม่นานต่อมาปู่เจ้าลานเจืองเสียชีวิตลง ศพของปู่เจ้าลานเจือง ฝังไว้ที่ปอมลานเจือง (หรือเนิน A1) ใจกลางเมืองแถง ไทดำจึงยึดเอาเมืองแถง เป็นศูนย์กลางในการปกครอง (ส่วนที่เมืองลอ เมืองลา ก็คงมีไทดำปกครองอยู่เรื่อยมา)

หลังปู่เจ้าลานเจืองตายไปมีความสับสนในอำนาจการปกครอง ทั้งในส่วนเมืองแถน(นาน้อยอ้อยหนู) และเมืองแถง ลูกชายของปู่เจ้าลานเจือง 4คน(ลูกหลานไทดำ) จึงได้พาชาวเมืองแถน (นาน้อยอ้อยหนู) อพยพลงมาอยู่เมืองวังอีกครั้ง กลุ่มที่อพยพในครั้งนี้ จึงมีทั้งลาวลื้อ(ผู้ไท) และไทดำซึ่งลูกชายทั่ง 4 ของปู่ลานเจืองก็ย่อมเป็นไทดำ ซึ่งลูกชายทั้ง4 ได้แก่ พญาคำชมพู พญาหุนหลวง พญาเถาะ และพญาผีเสื้อ

ลูกชายทั้ง 4 ของปู่ลานเจือง และครัวไทดำเมื่อมาอยู่กับผู้ไทที่เมืองวัง นานปีเข้า ก็กลายเป็นผู้ไท ดังนั้นในความเป็นผู้ไทก็มีสายเลือดไทดำผสมด้วย

เช่นเดียวกับลื้อดำ(ผู้ไท)ชาวเมืองแถน (นาน้อยอ้อยหนู)เมื่ออยู่กับไทดำนานเข้าก็กลายเป็นไทดำ เช่นเดียวกันในความเป็นไทดำ ก็มีลื้อดำ(ผู้ไท)เป็นส่วนผสมด้วย

ปัจจุบันยังเหลือกลุ่มที่เคยเป็นลื้อดำ(ผู้ไท)ในจังหวัดเดียนเบียนให้สืบร่องรอยได้ เพียงกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่หมู่บ้าน ผลจากการย้ายศูนย์กลางเมืองจากเมืองแถน(นาน้อยอ้อยหนู) ไปอยู่ที่เมืองแถง จึงทำให้เมืองแถน(นาน้อยอ้อยหนู)ล่มสลายลงนับแต่ครานั้น

ปัจจุบันยังเหลือร่องรอย เป็นคูเมือง และสถานที่ตามตำนานเมืองแถน(นาน้อยอ้อยหนู)ให้สืบร่องรอยได้ เช่นห้วยรม(ที่โยงกับตำนานขุนบรม) น้ำหนองฮกหนองฮาย ที่โยงกับตำนานน้ำเต้าปุง เป็นต้น

ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 เชื้อสายของปู่เจ้าลานเจือง ที่ปกครองเมืองแถง มาถึงรุ่นเจ้าฟ้าคำแลบ(ท้าวลอแลบ) จึงย้ายไปอยู่เมืองหม้วย และสืบเชื้อต่อไปเป็นเจ้าเมืองต่างๆอีก 16 เมือง(รวมเมืองไทขาวด้วย)

ภูไท

สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เจ้าฟ้าคำแลบ(เจ้าลอแลบ หรือท้าวลอแลบ) ต้องอพยพไปอยู่เมืองหม้วย ก็ด้วยกลุ่มผู้ไทจากแถบหัวพันยกทัพมาตีเมืองแถงคืน เมืองแถงหลังยุคเจ้าฟ้าคำแลบ(เจ้าลอแลบ) ได้เปลียนผู้ปกครองไปหลากหลายกลุ่ม บางยุคผู้ไทเป็นผู้ปกครอง บางยุคลาวเก่าหลวงพระบางส่งคนของตัวเองไปปกครอง บางยุคไทดำเป็นผู้ปกครอง บางยุคสมัยผู้ปกครองเป็นคนเมื่องซึ่งเป็นเวียดโบราณ(ตั้งแต่หลังยุคปู่ลานเจือง เมืองแถนที่นาน้อยอ้อยหนูก็ล่มสลาย กลุ่มลื้อดำชึ่งเป็นบรรพชนผู้ไทได้อพยพ ลงมาอยู่เขตหัวพัน เขตบอลิคำไซ คำม่วนและสะหวันนะเขตเป็นจำนวนมาก)

ส่วนเมืองแถงบางยุคก็เจริญรุ่งเรืองบางยุคสมัยก็เป็นเมืองร้าง

ก่อนฝรั่งเศษยึดครอง เมืองแถงก็มีไทขาว และคนจีนมาเป็นผู้ปกครอง

หลังสงครามปลดปล่อยเดียนเบียนฟู นำโดยลุงโฮ เมื่อ66ปีที่แล้ว คนไทดำจากเมืองหม้วย และเมืองลา ได้เคลื่อนย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานในเมืองแถงปัจจุบัน คนเมืองแถงส่วนใหญ่จึงเป็นไทดำ จากเมืองหม้วย

แล้วไทดำอพยพมาอยู่เมืองไทยในยุคสมัยใด มาด้วยเหตุผลใด และมาจากเมืองไหนบ้าง

ไทดำอพยพมาอยู่เขตสยามสมัยพระเจ้าตากสิน ด้วยยุคสมัยนั้นสยามต้องการกำลังคนหลังถูกพม่ากวาดต้อน คนจากอยุธยาไปคราเสียกรุงครั้งที่ 2

หลวงพระบางสร้างความดีความชอบยกกำลังไปตี เมืองหม้วย เมืองวาดหรือเมืองวัด(เอวียนโจว)และเมืองทันต์ กวาดต้อนไทดำ (รวมลาวเก่าจากหัวพันด้วย) มาส่งให้สยาม สยามจึงให้ไปตั้งถิ่นฐานที่เพชรบุรี ในตอนแรก แล้วขยายไปบ้านเมืองต่างๆ ในเวลาต่อมา

จะเห็นว่าในเอกสารทั้งของลาว และเวียดนามต่างยืนยันว่าในครั้งนั้นหลวงพระบางไม่ได้ กวาดต้อนไทดำจากเมืองแถง มาส่งให้สยาม ด้วยเมืองแถงในยุคนั้นเป็นเมืองร้างไร้ผู้คน

แต่ในความทรงจำของไทดำในไทยมักจะบอกว่าไทดำบ้านเราอพยพมาจากเมืองแถง

นั่นเป็นเรื่องของเมืองแถน และเมืองแถง ที่เกี่ยวข้องกับไทดำ

“ประวัติศาสตร์สำหรับผมจึงเป็น
การสร้างภาพเสมือนจริงของสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ภาพนั้นจะใกล้เคียงความจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อมูลและวิธีคิดในการวิเคราะห์ข้อมูลและสังเคราะห์ภาพประวัติศาสตร์นั้น ๆ ขึ้นมา ประวัติศาสตร์จึงเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลาตามข้อมูลที่เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม หรือถูกตีความใหม่ …แน่นอนประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะไปยึดมั่นชนิดเปลี่ยนแปลงไม่ได้”

ข้อเขียนของ San Boonprasert

บางครั้งการที่คนเรามีความคิดหรือความเชื่อที่แตกต่างกัน จนทำให้ต่างก็ถกเถียงกันจนอาจนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งกันได้ เมื่อเหตุการณ์ต่างๆรุนแรงขึ้น จนมีผู้ชนะและผู้แพ้เกิดขึ้น พวกเขาจะคิดบ้างหรือไม่ว่า พวกเขาได้เสียมิตรภาพที่ดีไป แลกกลับมากับความสุขเล็กๆน้อยๆในชัยชนะซึ่งไม่เป็นผลดีกับใครเลย

ชัยชนะ พ่ายแพ้ อยู่กับบรรพชนเรา อยู่กับตัวเราตลอดเวลา ทั้งในมิติเชิงประวัติศาสตร์และในปัจจุบัน ทุกคน ทุกหมู่เหล่า ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ล้วนเคยผ่านการเป็นผู้ชนะและผู้แพ้กันมากันแล้วทั้งนั้น สู่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่เมื่อมีโอกาส ยอมรับทำใจเมื่อเป็นผู้พ่ายแพ้
การขวนขวายเรียนรู้ ข้อมูลเป็นบทเรียนทั้งการเป็นผู้ชนะและพ่ายแพ้ เหนืออื่นใดจงรักษาไว้ซึ่งมิตรไมตรี
อันว่ามิตรไมตรีนั้นสำคัญยิ่งกว่าการถกเถียง เพื่อให้ได้มาชึ่งชัยชนะเล็กๆน้อยๆ เสียอีก

ลุงจะบอกให้นะหลายเอ้ย

ผู้ไทเมืองแถน

ตอนต่อไป
จะนำเสนอ เรื่องราวของผู้ไท ที่เกี่ยวข้องกับเมืองแถน (นาน้อยอ้อยหนู) และการอพยพ มาสู่เขต สปป.ลาวตอนกลางในปัจจุบัน

ภาพเมืองแถง(เดียนเบียนฟู) เมื่อ 30 ปีที่แล้ว
โดย อ.ธีรภาพ โลหิตกุล ศิลปินแห่งชาติ
เมื่อครั้งไปถ่ายทำสารคดี โลกสลับสี

ขอบคุณที่มา เพจ เที่ยวเวียดนาม 789 AsiaTravel และอาจารย์ สุเทพ ไชยขันธุ์